ข่าวประชาสัมพันธ์
ประชาสัมพันธ์ มะเร็งท่อน้ำดี (Cholangiocarcinoma)
มะเร็งท่อน้ำดี (Cholangiocarcinoma หรือ CCA) คือชนิดของมะเร็งที่เกิดจากเยื่อบุผนังภายในของท่อน้ำดี ซึ่งเป็นอวัยวะสำคัญในการลำเลียงน้ำดีจากตับและถุงน้ำดีเข้าสู่ลำไส้เล็กเพื่อช่วยย่อยอาหาร โดยโรคนี้พบได้บ่อยในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง และมักตรวจพบในผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทยที่มีการบริโภคปลาน้ำจืดดิบๆ ทำให้เกิดการติดพยาธิใบไม้ตับ ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของโรคนี้
ทำความเข้าใจกับท่อน้ำดี
ท่อน้ำดีมีหน้าที่ลำเลียงน้ำดีจากตับและถุงน้ำดีไปยังลำไส้เล็ก โดยโครงสร้างแบ่งเป็น:
ท่อน้ำดีภายในตับ (Intrahepatic bile ducts) – ท่อเล็ก ๆ ภายในเนื้อตับ
ท่อน้ำดีภายนอกตับ (Extrahepatic bile ducts) – ท่อใหญ่ที่ออกมาจากตับ เชื่อมกับถุงน้ำดีและลำไส้เล็ก
โรคมะเร็งสามารถเกิดขึ้นได้ที่ทั้งสองตำแหน่งนี้
ชนิดของมะเร็งท่อน้ำดี
มะเร็งท่อน้ำดีแบ่งได้ 2 ชนิดหลัก:
มะเร็งท่อน้ำดีภายในตับ (Intrahepatic CCA)
พบได้น้อย แต่มักวินิจฉัยผิดว่าเป็นมะเร็งตับ
มะเร็งท่อน้ำดีภายนอกตับ (Extrahepatic CCA)
พบได้มากกว่า มีแนวโน้มทำให้ท่อน้ำดีอุดตัน ผู้ป่วยมักมีอาการตัวเหลือง ตาเหลือง
สาเหตุของมะเร็งท่อน้ำดี
ยังไม่มีข้อสรุปแน่ชัดในทางการแพทย์เกี่ยวกับสาเหตุของโรคนี้ แต่อาจสัมพันธ์กับปัจจัยเสี่ยงต่อไปนี้:
การติดพยาธิใบไม้ตับ จากการกินปลาน้ำจืดแบบดิบ
ภาวะท่อน้ำดีอักเสบเรื้อรัง
นิ่วในท่อน้ำดีหรือตับ
โรคทางพันธุกรรมเกี่ยวกับถุงน้ำในทางเดินน้ำดี
ภาวะตับแข็ง หรือไวรัสตับอักเสบ B และ C
การได้รับสารเคมี เช่น Thorotrast
อาการของมะเร็งท่อน้ำดี
ผู้ป่วยในระยะเริ่มต้นมักไม่มีอาการ แต่เมื่อก้อนมะเร็งโตขึ้น อาการที่พบบ่อย ได้แก่:
ตัวเหลือง ตาเหลือง
ปัสสาวะสีเข้ม อุจจาระสีซีด
คันตามตัว
เบื่ออาหาร น้ำหนักลด
ท้องอืด ปวดใต้ชายโครงด้านขวา
เหนื่อยง่าย อ่อนแรง
ระยะของมะเร็งท่อน้ำดี
โรคมะเร็งท่อน้ำดีแบ่งออกเป็น 4 ระยะ:
ระยะที่ 1: มะเร็งจำกัดอยู่ในท่อน้ำดี
ระยะที่ 2: เริ่มลุกลามไปยังเนื้อเยื่อข้างเคียง หรือต่อมน้ำเหลือง
ระยะที่ 3: ลุกลามไปยังหลอดเลือดหรือถุงน้ำดี
ระยะที่ 4: กระจายไปยังอวัยวะอื่น เช่น ปอด กระดูก หรือสมอง
การวินิจฉัย
การตรวจวินิจฉัยมีความซับซ้อนและต้องใช้วิธีหลายแบบผสมกัน ได้แก่:
ตรวจเลือด: ค่าการทำงานของตับ, ค่า Tumor Marker เช่น CEA และ CA19-9
อัลตราซาวด์ช่องท้อง: ตรวจความผิดปกติของท่อน้ำดี
CT Scan / MRI: ตรวจขนาดและตำแหน่งของก้อนมะเร็ง
MRCP หรือ ERCP: ตรวจภาพท่อน้ำดีอย่างละเอียด
ตัดชิ้นเนื้อ (Biopsy): เพื่อตรวจยืนยันชนิดของเซลล์มะเร็ง
PET Scan: ค้นหาการแพร่กระจายของโรค
แนวทางการรักษา
1. การผ่าตัด
หากตรวจพบในระยะแรกเริ่มและสามารถผ่าตัดได้ การผ่าตัดถือเป็นวิธีที่มีโอกาสรักษาให้หายขาดสูงที่สุด เช่น การตัดท่อน้ำดีหรือการผ่าตัดตับบางส่วนร่วมกับท่อน้ำดี
2. เคมีบำบัด
ใช้ในกรณีที่ผ่าตัดไม่ได้ หรือเพื่อควบคุมโรคหลังผ่าตัด ช่วยลดการแพร่กระจายของมะเร็ง
3. รังสีรักษา
ใช้ร่วมกับวิธีอื่นเพื่อบรรเทาอาการและลดขนาดก้อนมะเร็ง โดยเฉพาะในผู้ป่วยระยะลุกลาม
4. การรักษาแบบมุ่งเป้า (Targeted Therapy)
เช่น ใช้ยา Durvalumab หรือยา Imatinib สำหรับผู้ป่วยที่มีการกลายพันธุ์ของยีนที่ตอบสนองต่อยา
การพยากรณ์โรคและโอกาสรอดชีวิต
หากตรวจพบในระยะต้นและสามารถผ่าตัดได้ โอกาสรอดชีวิต 5 ปีอยู่ที่ประมาณ 30–40%
หากเป็นระยะลุกลามแล้ว โอกาสรอดชีวิตลดลงเหลือประมาณ 5–10%
การตรวจพบเร็ว และการเข้ารับการรักษาโดยเร็วมีผลอย่างมากต่อการพยากรณ์โรค
การป้องกันมะเร็งท่อน้ำดี
แม้จะยังไม่มีวัคซีนหรือวิธีป้องกันโดยตรง แต่สามารถลดความเสี่ยงได้ด้วยวิธีต่อไปนี้:
หลีกเลี่ยงการบริโภคปลาน้ำจืดแบบดิบๆ
ตรวจสุขภาพตับและท่อน้ำดีเป็นประจำ โดยเฉพาะในพื้นที่เสี่ยง
รักษาสุขอนามัยในการเตรียมอาหาร
ควบคุมการติดเชื้อพยาธิใบไม้ตับ โดยการถ่ายพยาธิเป็นประจำ
งดบุหรี่และแอลกอฮอล์
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
Q: มะเร็งท่อน้ำดีต่างจากมะเร็งตับหรือไม่?
A: ต่างกัน มะเร็งท่อน้ำดีเกิดจากเซลล์เยื่อบุท่อน้ำดี ส่วนมะเร็งตับเกิดจากเซลล์เนื้อตับ
Q: ตรวจสุขภาพทั่วไปจะพบมะเร็งท่อน้ำดีหรือไม่?
A: ยากมาก เพราะอาการระยะแรกไม่ชัดเจน จำเป็นต้องใช้ภาพถ่ายรังสีหรือ MRI
Q: มะเร็งท่อน้ำดีรักษาหายขาดได้ไหม?
A: หากพบในระยะแรกและผ่าตัดได้ โอกาสหายขาดมี แต่โดยทั่วไปมักพบช้าและอัตราการรอดต่ำ
Q: การกินปลาดิบเสี่ยงแค่ไหน?
A: หากเป็นปลาน้ำจืดที่อาจมีตัวอ่อนพยาธิใบไม้ตับ จะเสี่ยงสูงมากต่อการเป็นมะเร็งท่อน้ำดี
Q: ตรวจ Tumor Marker แล้วพบค่า CA 19-9 สูง หมายความว่าเป็นมะเร็ง?
A: ไม่จำเป็น ต้องวินิจฉัยร่วมกับอาการและภาพถ่ายรังสี ค่า CA19-9 ใช้เป็นตัวติดตามการรักษามากกว่า